โลกสีดำ (1)

posted on 12 Aug 2011 02:23 by bullfrogtail in oldworks

กึง!!

ประตูบานหนา หนัก กระแทกตัวเข้ากับผนังแล้วกลืนหายไปในความมืด

ฉันหอบหายใจ ทิ้งตัวลงกับพื้น ปล่อยร่างซึ่งเพิ่งเสร็จการหลบหนีเอาตัวรอดให้พักไปกับความกดอากาศใหม่ หน่วงเหนื่อยทว่าเยือกสงบ

 

 

ฉันยังจำครั้งแรกที่มาที่นี่ได้ดี

มันอาจไม่ต่างจากห้องอื่นๆที่ฉันเคยพบเลยก็ได้ ผิดแต่ว่าทุกอย่างที่นี่เป็นสีดำ

ฉันกลัวแทบสิ้นสติ สีดำทำให้ตาฉันบอดมืด เป็นความกลัวอย่างมนุษย์เมื่อหมื่นปีก่อนที่กลัวฟ้าฝน หรือทหารที่กราดยิงศัตรูกลางสนามรบในศึกครั้งแรกของตน หรือเด็กที่ฝันร้ายกลางดึกแล้วตื่นมาไม่พบใครเลย อากาศหนักๆ กดทับลงบนปอด ฉันตะเกียกตะกายเอาตัวรอด ตะโกนร้อง ตัวสั่น ใช้เสียงสะอื้นต่างคำวิงวอน สำลักความหนาวเจียนตาย อยู่ในสภาพน่าทุเรศที่สุดเท่าที่ฉันพึงจะเป็นได้

ตอนนั้นฉันรู้สึกว่ากำแพงยิ้มให้ฉันอย่างสมเพช

 

ฉันเปลี่ยนมานั่งกอดเข่า อิริยาบถที่โปรดปรานเวลาที่ต้องการความอบอุ่นจอมปลอม

ที่นี่อากาศเย็นเสมอ เหงื่อกำลังส่งความร้อนให้ระเหยไปในอากาศ ไม่ใยดีว่านั่นเป็นความอบอุ่นสุดท้ายอันพอจะหาได้ เพราะที่นี่ไม่มีเตาผิงหรือตะเกียง ไม่มีกระทั่งไม้ขีดสักก้าน พูดให้ถูกก็คืออะไรที่เกี่ยวข้องกับความร้อนและแสงสว่างไม่มีทั้งนั้น คุณอาจหาเตียงนุ่มสบาย หรูถูกรสนิยม ดีต่อสุขลักษณะการนอนได้ที่นี่ แต่มันจะไม่มีผ้าห่ม

ที่นี่อนุโลมให้การกอดตัวเองเป็นความอบอุ่นอันแท้จริง แสงสว่างไม่จำเป็นเพราะประสาทสัมผัสที่เหลือยังทำงานได้ดี และดีกว่าปกติด้วยซ้ำ

แต่ถ้ายังอยากได้อีกนักก็ไสหัวไปเอาจากข้างนอกนั่น ถ้าคุณออกไปได้นะ

 

โลกสีดำอยู่ใกล้ชิดกับความตาย

อาจะเพราะเนื้อแท้ของมันเป็นสีเดียวกัน หรือด้วยเหตุอื่นใดก็ไร้สาระเกินกว่าจะหาคำตอบ

แต่หลายครั้งที่ฉันรู้สึกถึงมันเช่นตอนนี้ ฉันรู้จักมันดี เข้ามาและจากไป หากสม่ำเสมอดั่งการย้ำเตือนจากวิถีแห่งโลก การอุทธรณ์จากก้นบึ้งของจิตใจสลายเป็นละอองธาตุ ไร้ซึ่งความสำคัญเมื่ออยู่ต่อหน้า

เราอ่อนแอเกินกว่าจะต่อกร หรือต่อให้แข็งแกร่งปานใดก็ไร้ความหมาย

 

คนในโลกสีดำเช่นฉัน มีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงความหวัง อันเกิดจากการมีความหวัง แล้วถูกทำลายสูญสิ้นมานับครั้งไม่ถ้วน บทเรียนอันขมขื่นสั่งสอนว่าจงอย่ามีความหวังอีกต่อไป การทดสอบหลายครั้งได้ผลที่ดีขึ้นเรื่อยมา แลกด้วยน้ำตาและแผลเป็นบนเนื้อหัวใจ

ฉันได้ทักษะในการเปลี่ยนความหวังให้กลายเป็นสิ่งอื่น ทำให้มันแปดเปื้อน ย้อมมันเพื่อเปลี่ยนรูป ทำให้มันกลายพันธุ์ ด้วยวิธีได้ก็ได้ หากคนอื่นจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ฉันก็ไม่สนใจ เพราะฉันรู้ฤทธิ์ของมันดีว่าร้ายกาจเพียงใด ในเมื่อมันยังคงสถิตอยู่ในฝุ่นควันของแพนโดรา พวยพุ่งออกมาอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตรอด และฉันยังอยู่ในนี้ ฉันยังไม่ตาย

 

ครั้งแรกนั่นเป็นการขังลืม

ไม่นานฉันก็เริ่มคุ้นชินกับบรรยากาศ การเข้าออกสามสี่ครั้งต่อมาทำให้ความทรมานจากการกลัวน้อยลง อันที่จริง ฉันออกจะชอบมันด้วยซ้ำ เสียแต่ว่าฉันไม่อาจควบคุมสิทธิ์ในการเข้าออกได้อย่างอิสระ ป่วยการจะหาทางออก มันเกิดขึ้นตามแต่ธรรมชาติจะสุ่มเลือกเวลามา อย่างไม่รู้สึกตัวและไม่ทันตั้งตัว

ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามันคือจักรวาลของฉัน จักรวาลสีดำมืดที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่รู้กี่สิบล้านคน แต่จะไม่มีวันได้พบกัน ไม่มีวันได้สัมผัสกันและกัน ทุกคนมีตรวนเป็นของตนเอง คอยบงการขอบเขตของห้องให้ปรากฏอยู่อย่างไร้รูปลักษณ์ บ่อยครั้งที่ฉันได้กลิ่นคนอื่นบ้างที่นี่ หรือได้ยินเพลงแว่วมาจากที่แสนไกล อาจเศร้าเสียจนรู้สึกถึงคลื่นอันทุกข์ทรมาน เป็นเพลงที่ไม่มีวันจบเสมือนบทบรรเลงการเคลื่อนที่ของเวลา

กระนั้นที่นี่ก็ยังเงียบอยู่เสมอ ถ้าไม่นับเสียงหายใจของตัวเอง

เหตุนี้กระมังที่นี่จึงสงบกว่าที่ใดในโลกข้างนอก และเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดของฉัน ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดมุมหนึ่งของจิตใจ

 

 

หนังสือชั้นดีบางเล่มหาได้จากในนี้เท่านั้น

ยังคงมีความสนุกเล็กๆในการสำรวจที่นี่ ฉันเคยพบชิ้นส่วนความทรงจำบางชิ้นที่ลืมไปแล้ว ภาพบางภาพซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งใจวาดที่สุด ขวดบรรจุน้ำตาแตกๆ หรือแม้แต่กางเกงในใช้แล้วของใครบางคน

ความชิงชัง ความเห็นแก่ตัว ความงาม ความกลัว ความเหงา ความสงบ ความเศร้า ความตื่นเต้น ความใคร่ ความโสมม ความรัก ความเหนื่อยหน่าย ความอยาก ความอ่อนแอ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างหลอมตัวรวมกันในสาระของที่นี่ โลกสีดำที่ไม่เคยสนใจว่าอะไรคือบังคับหรือสมัครใจ กักขังหรือปลดปล่อย แข็งกร้าวหรือแข็งแกร่ง

ฉันพบกล่องเล็กๆใบหนึ่งวางปนระเกะระกะไปกับของเรี่ยราดอื่นๆ

ข้างในมีอะไรกัน ตามปกติกล่องแบบนี้มักมีไว้ใส่ของล้ำค่า…ฉันสังเกตได้ว่ามันถูกผนึกไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางทีมันอาจเป็นของเก่าๆชิ้นอื่นอีกที่ฉันหลงคิดว่ามันหายไปแล้ว หรืออาจจะบรรจุความรู้สึกแปลกใหม่ในสัญชาตญาณของคนในโลกสีดำไว้ก็ได้

หรือบางทีมันอาจจะเป็นทางออก ลึกๆในใจของฉันกำลังลิงโลด บังคับให้มือปัดไอคละคลุ้งของความเป็นมนุษย์ออกไป แล้วเปิดฝาด้วยความตื่นเต้น

 

อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!!!

 

สีดำยิ่งกว่าสีดำม้วนตัวออกมาจากกล่อง ตวัดดึงร่างของฉันให้จมเข้าสู่ความมืดมิดอนธกาลที่ลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม

อ้าว

ก็บอกแล้วไงว่าอย่าหวัง

 

 

-----------------------------------------------
 
"โลกสีดำ" เป็นงานเขียนที่เคยลงในฐานะเอ็นทรีเปิดของ Blog เก่าตอนอายุ 18 ปี 
บอกตามตรงว่าตัวเลขอายุ 18 สำหรับเรารู้สึกมีเสน่ห์แปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ
เพื่อนที่สนิทกันในช่วงนั้น บอกว่ามันเป็นอาถรรพ์
อายุ 18 มักจะต้องเจอเรื่องหนักๆ 
หรือไม่ก็พบจุดปลี่ยนแปลงทัศนคติของชีวิตบางอย่าง (เหมือน 27 Club เลยเนอะ?)
 
อายุ 18 สำหรับบางคนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก
อย่างว่า อายุเป็นแค่ตัวเลข คิดกันไปเอง บอกอะไรไม่ได้หรอก
แต่เวลาที่ัเห็นคนอื่นเป็นเหมือนกันในช่วงนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงอยู่ดี
 
ความจริงเพลงที่ฟังตอนนั้นมีผลอย่างมากให้คิดใข้คำนี้
เพลงนั้นชื่อ The World Is Black ของ Good Charlotte ล่ะ
อารมณ์งานเขียนออกมาเป็นทำนองช้าและหม่นเศร้า
แต่ขอโทษ เพลงต้นทางออกจะฟังก์ (ความจริงอัลบั้ม The Chronicles Of Life And Death นี่
ชอบมากมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อให้แก่ตัวแล้วหันไปฟังเพลงแนวอื่นแล้วก็เถอะ)
 
ที่เอามาลงก็เพราะว่า เนื้อหาของ "โลกสีดำ" ที่ตัวเองเคยเขียนไว้
บ่อยครั้งยังนึกถึง แม้จะผ่านไปหลายปี ไม่นานมานี้ก็เลยเขียนต่อเอาไว้ด้วย
เพราะอยากลงภาคต่อ ก็เลยต้องลงภาคแรกก่อน
 
...ความจริงก็ไม่รู้กระบวนการไหนเกิดก่อน
ระหว่างประสบการณ์ที่เจอ จนกลั่นออกมาเป็นงานเขียน
หรือเพราะเขียนลงไป ถึงได้หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่อยู่ในนั้น สลัดไม่หลุดสักที...
 

มีเด็กหญิงคนหนึ่งไม่ชอบกระโดด

เธอมีขา และมีแรง

แต่เธอไม่ชอบกระโดด

 

โลกที่เธออยู่ เป็นโลกที่รักคนชอบกระโดด

คนนั้นก็กระโดด คนนี้ก็กระโดด

เด็กหญิงที่ไม่ชอบกระโดดก็ชอบมองคนกระโดด

แต่เธอไม่ชอบกระโดดเอง

 

เด็กหญิงที่ไม่ชอบกระโดดมีเพื่อนมากมาย

เพื่อนบางคนกระโดดเพราะชอบกระโดด

เพื่อนบางคนกระโดดเพราะพ่อแม่บังคับ

เพื่อนบางคนกระโดดเพราะอยากให้คนอื่นยอมรับ

แต่ละคนก็มีเหตุผลในการกระโดดแตกต่างกันไป

แม้เด็กหญิงจะเป็นคนที่ไม่ชอบกระโดด แต่บางครั้งเด็กหญิงก็ต้องกระโดดบ้าง

ซึ่งเด็กหญิงก็กระโดดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

 

เด็กหญิงไม่เข้าใจว่าการกระโดดจำเป็นสำหรับเรามากหรือ

เด็กหญิงชอบนั่ง ชอบเดิน ชอบวิ่ง

ยังมีอย่างอื่นอีกตั้งมากมายที่เด็กหญิงชอบทำมากกว่ากระโดด

ถึงจะไม่กระโดด เด็กหญิงก็มีความสุขดี

ไม่กระโดดก็ไม่เห็นตายสักหน่อย

เด็กหญิงคิดอย่างนี้แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป

 

...

 

แต่วันหนึ่ง โลกที่ชื่นชมการกระโดดก็จัดการแข่งขันกระโดดขึ้น

ใครใครที่ต่างก็ชอบกระโดดตื่นเต้นกับการแข่งขันมาก

เด็กหญิงที่ไม่ชอบกระโดดก็ชอบดูคนอื่นๆ กระโดดแข่งกันมากเหมือนกัน

เธอร่วมดูและเชียร์เพื่อนๆ ที่แข่งขันกระโดดอย่างสนุกสนาน

 

พอถึงเวลาที่เด็กหญิงต้องกระโดดบ้าง ใครใครที่รู้จักเด็กหญิงก็มาร่วมดู

เด็กหญิงเริ่มไม่สนุกแล้ว

ฉันไม่ชอบกระโดด ฉันไม่ต้องแข่งได้ไหม

เด็กหญิงถามทุกคนรอบๆ เธออยากเดินไปดูคนอื่นกระโดดแล้ว

ทำไมล่ะ เสียงหนึ่งร้องขึ้น แข่งกระโดดสนุกจะตาย

แต่ฉันไม่ชอบกระโดด ฉันไม่อยากกระโดดเลย ขอทำอย่างอื่นได้ไหม

เด็กหญิงยังพยายามหลีกเลี่ยง ฉันนั่งได้ เดินได้ และวิ่งได้นะ

เราอยากดูเธอกระโดดนี่นา ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักเด็กหญิงประสานเสียงบอก

 

เธอป่วยหรือ เพื่อนเด็กหญิงถาม

เปล่า เด็กหญิงตอบ

เธอไม่รู้วิธีกระโดดหรือ เพื่อนอีกคนของเด็กหญิงถาม

เปล่า เด็กหญิงตอบ

อ๋อรู้แล้ว เธอกลัวเจ็บ กลัวเหนื่อยใช่ไหม คนที่ไม่รู้จักถามบ้าง

เปล่า เด็กหญิงตอบ

 

เด็กหญิงไม่รู้จะทำอย่างไรดี เธอแค่ไม่ชอบกระโดด

แต่เธอไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกนี้ได้อย่างไร

มีใครที่ไม่ชอบกระโดดเหมือนฉันบ้างไหม เด็กหญิงร้องถามอย่างเศร้าใจ

ทุกคนเงียบ ไม่มีใครตอบเด็กหญิงที่ไม่ชอบกระโดดเลย

 

ทุกสายตาที่มองเด็กหญิงเต็มไปด้วยคำถาม

เด็กหญิงอึดอัดใจ เมื่อทำอะไรไม่ได้ เด็กหญิงจึงทำเหมือนที่เคยทำ

เด็กหญิงกระโดดอย่างเสียไม่ได้ไปครั้งหนึ่ง

 

เธอก็กระโดดได้นี่นา เพื่อนของเด็กหญิงดีใจ

เธอกระโดดสวยดีเหมือนกันนะ เพื่อนของเด็กหญิงอีกคนเอ่ยปากชม

กระโดดบ่อยๆ กันเถอะ ใครต่อใครต่างก็พยายามให้กำลังใจเด็กหญิง

 

เด็กหญิงไม่ดีใจเลย เด็กหญิงรักเพื่อนๆ รักนักแข่งขันคนอื่น รักไมตรีที่ทุกคนมอบให้

แต่เด็กหญิงไม่ได้รักการกระโดด

 

ทุกคนเดินแยกย้ายกันไปดูและกระโดดที่อื่นกันหมดแล้ว

เด็กหญิงที่ไม่ชอบกระโดดก็อยากไป แต่เธอเหนื่อยและกำลังนั่งคิด

โลกนี้มีคนที่กระโดดสวย มีคนที่พยายามกระโดด คนที่กระโดดไม่ได้

 

ไม่มีคนที่ไม่ชอบกระโดด

 

แล้วคนอย่างเด็กหญิงจะไปอยู่ที่ไหน?

เด็กหญิงคนที่ไม่ชอบกระโดดได้แต่คิด

เธอลุกขึ้น และเดินไปท่ามกลางเหล่าผู้คนที่ชอบกระโดดอย่างสงสัย...

edit @ 12 Mar 2011 01:57:01 by หางอึ่ง

edit @ 12 Aug 2011 02:21:50 by หางอึ่ง

คำแก้ตัวของคนดองบล็อก

posted on 09 Feb 2011 23:17 by bullfrogtail
ฉันอยากทำบล็อกมาตลอด
 
ตลอดที่ว่าคือหลายต่อหลายปี ฉันเคยบังคับให้ตัวเองใช้ myspace ได้อยู่ครั้งหนึ่ง กำหนดบังคับตัวเองไว้ว่าจะอัพเดือนเว้นเดือน ฉันทำอย่างนี้ติดต่อกันได้สักพัก เมื่อครบกำหนดหนึ่งปี ฉันก็เลิก
 
สำหรับฉัน บล็อกคือการฝึกเขียนอย่างหนึ่ง และฉันเขียนเพราะฉันอยากเขียน ไม่ได้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การดันให้บล็อกประสบความสำเร็จ ให้มีคนเข้ามาดูบ่อยๆ (แบบว่าสร้างแฟนคลับ) หรือต้องการระบายอะไร ส่วนใหญ่ฉันจะเขียนให้ตัวเองอ่าน แต่ถ้าเป็นการเขียนบล็อก ฉันจะเขียนโดยคิดว่าให้คนอื่นอ่าน เป็นการเขียนในรูปแบบที่ไม่สู้จะคุ้นเคยและใส่ความรับผิดชอบเข้าไปมากกว่า ซึ่งสนุกกว่าด้วยเช่นกัน
 
แต่ฉันก็ทำไม่ได้บ่อยเท่าที่ตั้งใจหรอก
 
เพราะ:
หนึ่ง ฉันเป็นแค่มือสมัครเล่น
สอง ฉันไม่มีเวลา
 
ที่ว่าเป็นแค่มือสมัครเล่น เพราะฉันว่ามืออาชีพเขาคิดว่าการเขียนคือชีวิต อัพบล็อกดั่งอัพยา ทำนองว่านอกเหนือจากการกิน ขี้ ปี้ นอน ทำงาน เฟซบุก บิท เทคแคร์แฟน ดูหนัง ดูคอน อ่านหนังสือ ถ่ายรูป โกนหนวด เล่นกับหมา แคะขี้มูก ฯลฯ แล้ว มืออาชีพเขายังเพิ่มการอัพบล็อกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งด้วย
 
ส่วนฉัน การเล่นเฟซบุกนี่พอจะแทนๆ การอัพบล็อกได้บ้าง ถึงจะเขียนได้ไม่ยาวสะใจเท่าเพราะเอาเร็วเข้าว่า แต่แก่นที่ต้องการสื่อสามารถพูดออกมาได้ง่ายกว่า แถมยังคอมเมนต์กันให้ครื้นเครงด้วย แถมความชอบเขียนนี่พอจะบำบัดได้ไปกับการเขียนจดหมาย, อีเมล, คอมเมนต์ไปแล้ว เลยไม่รู้สึกว่าอยากปล่อยของอะไรอีก
 
พวกเขามี passion ต่อการเขียนมากกว่าฉันเย้อ
 
ส่วนที่ว่าไม่มีเวลา ฮ่ะ! แย้งมาเถอะว่าฉันจัดสรรเวลาไม่เป็น ฉันยอมรับทุกสิ่งอย่าง แต่ฉันพอใจจะบอกว่าตัวเองไม่มีเวลาอยู่ดี (ว่าแล้วก็สะบัดติ่งหนึ่งครั้งด้วยความภูมิใจ พั่บ!)
 
กายฉันไม่ว่าง เพราะในหนึ่งวันฉันมีเรื่องที่ต้องทำและอยากทำเยอะมาก พอรวมเวลาทำงาน เวลาทำงานบ้าน เวลากิน นอน ถ่าย เพื่อต่อชีวิตตัวเองแล้วก็เหลือเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน
 
ใจฉันก็ไม่ว่าง เพราะฉันเป็นคนปัญหาเยอะ ปัญหาเรื่องเงิน ปัญหาในบ้านในครอบครัว ปัญหาเรื่องการทำงาน ปัญหาหาหาแฟนไม่ได้เลยเธอว์ ฯลฯ ซึ่งอาการที่หัวใจถูกใช้งานเกือบตลอดเวลานี่สภาพมันช่างปลกเปลี้ย กว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ก็ต้องใช้เวลาอีก (โชคดีในความโชคร้ายคือทั้งหมดเป็นเรื่องแพ่งไม่ใช่เรื่องอาญา ไม่อย่างนั้นคงทุกข์กว่านี้มาก)
 
ฉันเลยเหนื่อย ความจริงไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่ล้าด้วย
พอล้าแล้วฉันจะทำทุกอย่างช้าลงโดยอัตโนมัติ เหมือนพยายามจะพักไปด้วยแม้จะยังพักไม่ได้
เมื่อนั้น ฉันก็จะไม่สามารถรีบทำ "สิ่งที่ต้องทำ" ให้เสร็จ เพื่อไปทำ "สิ่งที่อยากทำ" ได้
 
 
ฉันอยากทำบล็อกมาตลอด...
แต่ก็ขอดองเอาไว้ก่อน หลังจากแปรงฟันนอนแล้วค่อยว่ากันละกันนะ :D